DISEASE

เซ็กส์สื่อโรค

: นพ.คมน์สิทธิ์ เดชะรินทร์ - แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

     โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นโรคยอดฮิตในคนทุกวัยโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่กำลังจะเข้าสู่วัยก่อนแต่งงาน โรคนี้ติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนักกับผู้ติดเชื้อ เพราะเชื้อเหล่านี้สามารถติดต่อผ่านทางน้ำลาย สารคัดหลั่ง เลือด หรือผิวหนังที่มีแผลเปิดได้โดยง่าย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการติดเชื้อเอชไอวีที่จะนำไปสู่โรคเอดส์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงโรคซิฟิลิส หนองใน กามโรค เริม ฯลฯ การป้องกันทำได้ไม่ยากแต่หลายคนมักละเลย นั่นก็คือ การใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งช่วยทั้งป้องกันการติดเชื้อโรคและลดการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์

ในปัจจุบันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของหลายประเทศ จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization) พบว่าในปี พ.ศ. 2551 มีผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมดกว่า 500 ล้านราย และในประเทศสหรัฐอเมริกา ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (Centers for Disease Control and Prevention) รายงานจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคหนองในเทียมจากเชื้อ Chlamydia trachomatis ทั้งหมดกว่า 1,500,000 ราย

ในประเทศไทยจากสรุปรายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาประจำปี 2557 จากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบมาก ได้แก่ หนองใน เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดอันดับหนึ่งในสัดส่วน 10.42 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาได้แก่ ซิฟิลิส 3.67 ต่อประชากรแสนคน  อันดับที่ 3 คือ หนองในเทียม 3.07 ต่อประชากรแสนคนตามลำดับ

อัตราป่วยของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยรวมยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี โดยผู้ที่ป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะมีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีมากกว่าผู้ที่ไม่ป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ถึง 5 เท่า ดังนั้นการมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยทำให้ตระหนักรู้ถึงความน่ากลัวของโรค นำไปสู่การป้องกันตัวเองจากโรคติดต่อรวมทั้งการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย

ซิฟิลิส

ซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยอาการของโรคแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ผู้ติดเชื้อในระยะแรกจะมีตุ่มแดงแตกออกเป็นแผลที่อวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือริมฝีปาก ลักษณะแผลเป็นขอบแข็ง ไม่เจ็บ อาจหายได้เองภายใน 1-5 สัปดาห์ และอาจมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตร่วมด้วย หากอาการเข้าสู่ระยะที่ 2 ผู้ป่วยจะเริ่มมีผื่นสีน้ำตาลแต่ไม่คันขึ้นตามลำตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือในช่องปาก ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ อาจมีหูดขึ้นบริเวณที่อับชื้น เช่น รักแร้ ทวารหนัก ขาหนีบ และมีต่อมน้ำเหลืองโตตามร่างกาย ต่อมาคือระยะแฝงและระยะที่ 3 โดยระยะแฝงจะเกิดหลังจากระยะแรกและระยะที่ 2 แต่ผู้ได้รับเชื้อบางคนอาจจะไม่มีอาการ อย่างไรก็ตามเชื้อก็จะยังคงอยู่ในร่างกายหากไม่ได้รับการรักษา และสามารถอยู่ในนานหลายปี ในกรณีที่โรคเข้าสู่ระยะที่ 3 ความรุนแรงของเชื้อจะค่อย ๆ ทำลายอวัยวะภายในร่างกาย เช่น สมอง เส้นประสาท หัวใจและหลอดเลือด อาจทำให้ตาบอด หรือกระดูกหัก เป็นต้น การติดเชื้อซิฟิลิสมักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคนี้ในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ส่วนในระยะที่ 3 มักเป็นระยะที่ไม่มีการติดต่อ 

ซิฟิลิสระยะที่ 1 ระยะที่ 2 และระยะแฝง สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยา Benzathine penicillin ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพียงครั้งเดียว โดยติดตามและรักษาคู่เพศสัมพันธ์ด้วยแม้ว่าจะไม่มีอาการและผลเลือดปกติ สำหรับการรักษาซิฟิลิสระยะที่ 3 จะให้การรักษาด้วยการฉีดยา Benzathine penicillin G โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 1 ครั้ง นาน 3 สัปดาห์ รวมทั้งให้การรักษาคู่เพศสัมพันธ์หากมีผลเลือดผิดปกติ

หนองใน

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยอีกโรคหนึ่ง เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Neisseria gonorrhoeae การติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายอวัยวะไม่เฉพาะแต่ที่อวัยวะสิบพันธุ์เท่านั้น เช่น มดลูก ช่องคลอด ทวารหนัก ช่องปาก และเยื่อบุตา

ผู้หญิงที่ติดเชื้อประมาณร้อยละ 50 จะไม่แสดงอาการหรืออาจมีตกขาวเล็กน้อย ส่วนผู้ชายที่ไม่แสดงอาการพบได้ประมาณร้อยละ 10 ในกรณีที่มีอาการผู้ชายจะมีปัสสาวะแสบขัดและมีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ ในบางรายอาจมีฝีที่อวัยวะเพศหรืออัณฑะอักเสบร่วมด้วย ในผู้หญิงจะมีตกขาวมากผิดปกติ หรือตกขาวมีสีเหลืองหรือสีเขียว ปวดท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด เป็นต้น

การรักษาหากเป็นหนองในชนิดที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น หนองในที่อวัยวะเพศและทวารหนัก ช่องคอ หรือดวงตา แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาด้วยยา Ceftriaxone เพียงครั้งเดียว ร่วมกับให้การรักษาหนองในเทียมร่วมด้วยเนื่องจากพบร่วมกันได้ถึงร้อยละ 30 ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น อัณฑะอักเสบ จะรักษาด้วยการให้ยาเช่นเดียวกัน แต่ผู้ป่วยจะต้องได้รับยาอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะหายขาด ร่วมกับให้การรักษาหนองในเทียม ในกรณีที่เป็นหนองในชนิดแพร่กระจาย เช่น เยื่อหุ้มหัวใจหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล
 
หนองในเทียม

โรคหนองในเทียมส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomalis ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสคนละชนิดกับที่ก่อให้เกิดโรคหนองใน สามารถติดเชื้อได้บริเวณท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ทวารหนัก ฯลฯ โดยสามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อชนิดนี้ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ ในกรณีที่แสดงอาการ ผู้ชายมักมีอาการ เช่น ปัสสาวะแสบขัด คันบริเวณท่อปัสสาวะ อาจมีมูกใสหรือมูกขุ่นไหลปนออกมาเวลาปัสสาวะ ส่วนอาการในผู้หญิง เช่น เลือดออกกระปริบกระปรอยระหว่างรอบเดือน เลือดออกหรือปวดท้องน้อยหลังมีเพศสัมพัน์ ปัสสาวะแสบขัด ตกขาวผิดปกติ เป็นต้น

การรักษาหนองในเทียมที่อวัยวะเพศ ทวารหนัก และช่องคอ ทำได้โดยการให้ยา Azithromycin, Doxycycline หรือ Roxithromycin โดยผู้ป่วยจะต้องงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหายขาด และต้องให้การรักษาคู่นอนร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น ภาวะมีบุตรยากในสตรี เป็นหมัน ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ท่อปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นการแพร่เชื้อไปสู่คู่นอนอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ป้องกันการติดเชื้อ

แน่นอนว่าการป้องกันที่ดีที่สุดคือการไม่มีเพศสัมพันธ์ แต่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ดังนั้นถ้าจะมีเพศสัมพันธ์จึงควรลดความเสี่ยงในการที่จะติดเชื้อโดย

- ไม่มีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าหรือคนที่ยังไม่รู้จักดีพอ เพราะอาจมีบางลักษณะที่บ่งบอกว่าคนนั้นมีโอกาสอยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อสูง เช่น ใช้ยาเสพติด มีคู่นอนหลายคน

- ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ ตราบใดที่มีเพศสัมพันธ์กับคนเดิมที่มั่นใจได้ว่าไม่มีเชื้อโรค โอกาสเสี่ยงติดเชื้อก็จะลดลง

- ถ้าเป็นไปได้ทั้งคุณและคู่นอนควรตรวจโรคก่อนมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะเมื่อตัดสินใจจะแต่งงานกัน ควรรับการตรวจโรคก่อนแต่งงาน

- มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย หมายถึงปฏิบัติการทุกอย่างที่จะลดความเสี่ยง นั่นคือไม่ให้สารคัดหลั่งและของเหลวของคู่นอนสัมผัสกับตัวคุณ รวมทั้งน้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด และเลือด และไม่สัมผัสกับแผลหรือร่องรอยโรคบนผิวหนังของคู่นอน

กรณีที่สงสัยว่าอาจติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ควรไปพบแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อด้วยถุงยางอนามัย จำไว้เสมอว่า “การไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าจะไม่ได้รับเชื้อโรค” เพราะมีบางโรคที่ไม่แสดงอาการให้เห็นจนกว่าจะเป็นมากแล้ว การเริ่มการรักษาที่เร็วจะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและได้ผลดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ต้องรักษาให้ครบตามที่แพทย์ให้ยา และต้องตรวจติดตามผลว่ารักษาหายจากโรคแล้วจริง ๆ ก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์อีกครั้งไม่ว่ากับใคร และควรศึกษาวิธีการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูก เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้คุณมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยและปลอดโรคได้แล้ว

ข้อมูลอ้างอิง
แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2558 สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข