DISEASE

หนาวนี้ ระวังหัวใจวาย!

นพ.คมน์สิทธิ์ เดชะรินทร์ - แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป

     ปลายปีของทุกปีมีเทศกาลคริสต์มาสและเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองและเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่ในช่วงเวลาแห่งความสุขนี้อาจมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกี่ยวกับสุขภาพเกิดขึ้นได้ นักวิจัยในทวีปยุโรปและอเมริกาได้ยืนยันแล้วว่ามีผู้คนเสียชีวิตจากโรคหัวใจวายเฉียบพลันในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี

ภาวะหัวใจวายเฉียบพลันมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่และคริสต์มาส ข้อมูลจากหลายงานวิจัยพบว่า อากาศที่เย็นลงทุก ๆ 1 องศาเซลเซียส จะเพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ถึงร้อยละ 2 และผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะมีปัจจัยเสี่ยงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ มีโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ขาดการออกกำลังกาย และอายุมาก และในช่วงฤดูหนาวนี้เองอุณหภูมิของอากาศที่เย็นลงมากอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้หลอดเลือดดังกล่าวหดตัวตีบแคบลง และส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ ส่งผลให้หัวใจวายเฉียบพลันในที่สุด

สาเหตุอีกประการที่ทำให้หัวใจวายนั้นเกี่ยวข้องกับการที่ร่างกายได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ นักวิจัยได้ให้เหตุผลว่าการที่สถิติการเสียชีวิตจากโรคหัวใจวายสูงกว่ามากในช่วงฤดูหนาวเมื่อเทียบกับสถิติในช่วงฤดูร้อน เพราะในช่วงหน้าหนาวนั้นมีแสงแดดน้อย อีกทั้งพระอาทิตย์ตกเร็วกว่าในช่วงฤดูร้อน ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดดไม่เพียงพอ ซึ่งวิตามินดีในแสงแดดนี้เองที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดหัวใจวาย โดยวิตามินดีช่วยเสริมสร้างระบบการต้านการอักเสบที่เซลล์ช่วยยับยั้งการแข็งตัวของหลอดเลือด ยิ่งไปกว่านั้นวิตามินดีช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดหดตัว  หลากหลายผลการวิจัยทางการแพทย์ย้ำว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจหรือเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีปริมาณวิตามินดีในร่างกายต่ำมาก

กลุ่มอาการหลอดเลือดหัวใจตีบมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่สะสมมานาน เช่น เกิดหินปูนและไขมันพอกผนังหลอดเลือดจนรวมตัวกันเป็นพลาคหนา (Atherosclerotic plaque) และเมื่อพลาคเหล่านี้เกิดการแตกออก จะส่งผลให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจจะตายลงในที่สุด

ผลงานวิจัยที่ได้รับการศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งรัฐคาลิฟอเนียและถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร Circulation ในปี 2004 ให้รายละเอียดว่าประชากรกว่าร้อยละ 5 เสียชีวิตจากหัวใจวายเฉียบพลันที่มีความเกี่ยวข้องกับฤดูหนาวและเทศกาลเฉลิมฉลองนี้ ซึ่งอธิบายได้ด้วยทฤษฎีที่ว่าเมื่ออุณหภูมิจากสภาพแวดล้อมลดต่ำลงจะส่งผลทำให้หลอดเลือดหัวใจหดตัว ทำให้ความดันโลหิตสูงมากขึ้น การแข็งตัวของเลือดก็เป็นไปได้ง่ายขึ้น และเมื่อร่างกายต้องการเคลื่อนไหวหรือออกแรงมาก ๆ หัวใจจะต้องสูบฉีดโลหิตมากยิ่งขึ้นส่งผลทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่เพียงพอ กล้ามเนื้อหัวใจจะตายลง และเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันตามมา แต่อย่างไรก็ตามอากาศที่หนาวตลอดช่วงฤดูหนาวอาจไม่ได้อธิบายจำนวนผู้เสียชีวิตจากหัวใจวายเฉียบพลันที่มีจำนวนสูงที่สุดในวันคริสต์มาสและปีใหม่ โดยวันที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดได้แก่วันที่ 25 ธันวาคม และอันดับที่สองได้แก่วันที่ 1 มกราคมตามลำดับ สิ่งที่จะพออธิบายปรากฎการณ์นี้ได้ก็คือ ผู้ป่วยที่มีอาการหลายรายมักปฏิเสธที่จะเข้ารับการรักษาในทันทีที่มีอาการเนื่องจากไม่ต้องการขัดจังหวะความสุขทั้งของตนเองและครอบครัว รวมทั้งไม่ต้องการให้สมาชิกในครอบครัวกังวล ปัจจัยต่อมาได้แก่ในวันคริสต์มาสและวันขึ้นปีใหม่ ผู้ป่วยเหล่านี้ได้บริโภคสุราและสูบบุหรี่มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจจะงดออกกำลังกายทั้ง ๆ ที่เคยทำอยู่เป็นประจำทำให้โอกาสที่หลอดเลือดหัวใจจะตีบตันก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

เราจะป้องกันได้อย่างไร

การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันจากโรคหัวใจในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองอาจทำได้โดย หลีกเลี่ยงอากาศที่เย็นจัด ดูแลร่างกายให้อบอุ่นโดยการสวมใส่เสื้อผ้าและอุปกรณ์กันหนาว ควรทาผิวด้วยโลชั่นที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ งดการออกแรงที่มากกว่าปกติ เพื่อลดแรงเค้นที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ รวมทั้งควบคุมอารมณ์ให้ปกติ งดความโกรธหรืออารมณ์เกรี้ยวกราด เลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่รสไม่จัด งดเกลือ หลีกเลี่ยงลูกอม ขนมหวาน และอาหารไขมันสูง เลือกอาหารประเภทต้ม ธัญพืช ผัก ผลไม้สดที่หวานน้อยซึ่งมีวิตามินแร่ธาตุสูง ช่วยให้ผนังเซลล์แข็งแรงและเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือสุราเพื่อแก้ความหนาว เพราะไม่สามารถช่วยได้และจะทำให้เกิดการขาดน้ำอย่างรุนแรงจนอาจเสียชีวิตได้ ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากการเจ็บป่วยเป็นไข้หวัดอาจเพิ่มแรงเค้นต่อการทำงานของหัวใจ สูดอากาศที่บริสุทธิ์ หลีกเลี่ยงอากาศที่เป็นมลพิษ เมื่ออยู่ในภาวะที่มีลมแรงหรือลมหนาวให้ปิดหน้าต่างที่เป็นทางเข้าของลม และดูแลภายในบ้านให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ เน้นการออกกำลังกายในร่ม เช่น เล่นโยคะ เต้นแอโรบิกขณะดูทีวี หรือออกกำลังกายกลางแจ้งในช่วงที่ไม่มีแดดจัดและไม่มีลมพัดแรง สำหรับผู้สูงอายุควรออกกำลังกายโดยการเดินเร็ว หรือยืดเหยียดร่างกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง หมั่นตรวจเช็คค่าความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม หากมีโรคประจำตัวให้รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำทุกปี เพื่อหาความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โดยการตรวจสุขภาพหัวใจนั้นมีหลายวิธี เช่น การตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test) การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Echo Cardiogram) หมั่นคอยสังเกตอาการผิดปกติของตนเอง ขอความช่วยเหลือทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติเหล่านั้น เช่น แน่นหน้าอกหรือใจสั่น และต้องรีบไปพบแพทย์

ประเทศไทยแม้ว่าสภาพอากาศจะหนาวเย็นไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศแถบเหนือเส้นศูนย์สูตร อย่างไรก็ตามโดยเฉพาะในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวมาก ๆ โดยเฉพาะโรคเบาหวานเมื่ออากาศเย็นลงมักจะมีปัญหาระบบการไหลเวียนเลือด ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงเร็วกว่าปกติ นอกจากนี้ยังพบว่าอุณหภูมิที่ลดลงมีผลให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นเพราะเลือดมีความหนืดขึ้น ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย โดยอุณหภูมิที่ลดลง 1 องศาเซลเซียส จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้ถึงร้อยละ 2 ดังนั้นในช่วงหนาวนี้ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ควรดูแลร่างกายให้อบอุ่นเป็นพิเศษอยู่เสมอและปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นอย่างเคร่งครัด ผู้ป่วยทุกคนที่สงสัยภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน หากพบอาการผิดปกติที่เกี่ยวกับหัวใจควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้โดยเด็ดขาด เพราะทุกนาทีที่มาพบแพทย์ช้าจะส่งผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายมากขึ้น การได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องรวดเร็ว ย่อมส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและการฟื้นฟูของผู้ป่วย