DISEASE

กินหวาน อายุสั้น

นพ.นริศ เจนวิริยะ ศัลยแพทย์

     คนไทยและคนทั่วโลกชอบกินหวานมานานแล้ว ยิ่งในปัจจุบันมีการกินหวานกินน้ำตาลมากขึ้นเนื่องจากคนไทยมีอันจะกินมากขึ้น และกินตามหลังความเชื่อของทางตะวันตก ตามอิทธิพลของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งตอนแรกเชื่อกันว่าควรหลีกเลี่ยงการกินไขมัน แล้วหันไปกินแป้งหรือน้ำตาลแทน คนไทยก็ทำตาม แต่ในขณะนี้ฝรั่งกลับมีข้อมูลใหม่ ปรับเปลี่ยนไปกินอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลต่ำ แต่ชาวโลกที่ยังตามข่าวสารไม่ทันก็ยังคงติดการกินหวานกินน้ำตาลมากอยู่เหมือนเดิม

มีรายงานการวิจัยในวารสารทางการแพทย์ (Circulation) ซึ่งทำใน 51 ประเทศ (ค.ศ.1980 – ค.ศ.2010) แสดงว่า การกินน้ำขวดหรือน้ำหวานอาจจะเป็นสาเหตุของการตายมากถึง 184,000 รายต่อปี รายงานนี้วิเคราะห์ข้อมูลพบว่า การกินหวานมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงตายจากโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดและหัวใจ (ขาดเลือด) และมะเร็ง รายงานนี้ให้รายละเอียดว่า จากการดื่มน้ำหวานมีคนราว 133,000 รายตายจากโรคเบาหวาน ประมาณ 45,000 รายตายจากโรคหลอดเลือดและหัวใจ อีก 6,450 คนตายจากมะเร็ง หลายประเทศในโลกนี้มีคนตายจำนวนมากจากโรคที่เกิดจากการดื่มน้ำหวาน นักวิจัยจึงเห็นว่าประชาคมโลกควรจะให้ความสำคัญในการจำกัดการดื่มน้ำหวาน นักวิจัยยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า จำนวนน้ำตาลในประเทศสัมพันธ์กับจำนวนคนเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคมะเร็งด้วย โดยประชากรโลกที่เป็นโรคเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่อยู่ในระดับล่างหรือชั้นกลางทางเศรษฐกิจ ซึ่งพบราว 76%

ในเมืองไทยก็มีรายงานหลายการศึกษาเกี่ยวกับการกินน้ำตาลมากเกินไป เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทยได้เปิดเผยรายงานผลการศึกษาในคนไทย 20,000 คน ซึ่งมีอายุอยู่ในเกณฑ์ 15-60 ปี ใน 21 จังหวัดรวมทั้งกรุงเทพฯ ในรายงานกล่าวว่า แม้ว่าเราจะมีความก้าวหน้าในเรื่องลดการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ แต่ยังมีคนไทยอีกมากมายที่ยังเสพติดน้ำหวาน เมื่อเดือนพฤศจิกายนมีรายงานจาก สสส. ซึ่งได้ทำการศึกษาแผงขายน้ำหวานหลายแผงในกรุงเทพฯ และพบว่า มีน้ำหวาน 5 อย่างที่ขายข้างถนนที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบสูงสุด อันดับแรกคือ น้ำแดงผสมโซดามีน้ำตาล 15.5 ช้อนต่อแก้ว อันดับ 2 คือน้ำแข็งใส่โกโก้ซึ่งมีน้ำตาล 13.3 ช้อนต่อแก้ว อันดับ 2 คือชามะนาวซึ่งมีน้ำตาล 12.6 ช้อนต่อแก้ว อันดับ 4 คือ ชาใส่น้ำแข็ง 12.5 ช้อนต่อแก้ว อันดับ 5 คือ ชาเย็น (ใส่นม) 12.3 ช้อนต่อแก้ว

คนเราไม่ควรกินน้ำตาลมากเกินไป

ถ้ากินมากแล้วไม่ได้ออกกำลังกายก็จะทำให้เกิดโรคอ้วน ตามมาด้วยโรคอื่น ๆ คือ เบาหวาน ความดันฯ สูง หัวใจขาดเลือด อัมพาตอัมพฤกษ์ ฯลฯ ในน้ำหวาน เช่น กาแฟใส่นม 1 แก้วที่เห็นคนไทยในปัจจุบันนี้ชอบเดินพลางดื่มพลางมีค่าพลังงานราว 350 แคลอรี พลังงาน 3,500 แคลอรีที่ไม่ได้ใช้จะสะสมในร่างกายในรูปของไขมันเป็นน้ำหนักราว 1 ปอนด์ (0.45 กก.) ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณดื่มน้ำหวานซึ่งมี 150 แคลอรี ถ้าจะให้หมดไปต้องวิ่ง 15 นาที ว่ายน้ำ 22 นาที หรือเดินราว 28 นาที ถ้าคุณไม่ได้ออกกำลังกาย น้ำตาลที่คุณกินเข้าไปก็กลายเป็นไขมัน จึงไม่น่าแปลกใจที่คนไทยมีคนอ้วนมากขึ้นถึง 35% ทำให้มีโรคตามมามากมาย เป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขของชาติ

เมื่อไม่นานมานี้องค์การอนามัยโลกได้ออกมาเสนอมาตรการลดการระบาดของโรคอ้วน โดยการเสนอให้ประเทศต่าง ๆ เก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่ม โดยอ้างว่าเคยมีการทำมาแล้วได้ผลดีในการลดพลเมืองอ้วนซึ่งมีอยู่ราว 1 ใน 3 ของประชากรโลก เขาพบว่าการเพิ่มภาษี 20% สามารถลดการบริโภคได้ 20% ซึ่งจะช่วยลดจำนวนคนเป็นโรคและคนตายลงไปได้มาก อย่างในประเทศเม็กซิโกได้เพิ่มภาษีน้ำหวานขึ้น 10% เมื่อปี 2014 ส่งผลให้การบริโภคน้ำหวานลดลง 6%

ในปี 2014 ประชาการโลกราว 39% มีน้ำหนักเกิน และประมาณ 500 กว่าล้านคนที่อายุ 18 ปีขึ้นไปเป็นโรคอ้วน ส่วนในเด็กมีโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกินราว 42 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 11 ล้านคนใน 15 ปี) ในขณะเดียวกันคนเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น 4 เท่าตัวตั้งแต่ปี 1980 ในปี 2012 โรคอ้วนเป็นสาเหตุของการตาย 1.5 ล้านราย และโรคเบาหวานช่วยเพิ่มเข้าไปอีก 2.2 ล้านราย

นักวิชาการของ WHO กล่าวว่า การดื่มน้ำหวาน ดื่มง่ายคล่องคอ และกลไกในการยับยั้งความหิวก็ไม่ทำงานจึงทำให้ดื่มมากเกินไป เขากล่าวว่าคนเราควรกินน้ำตาลน้อยกว่า 10% ของพลังงานที่กินแต่ละวัน และปัจจุบันนี้ได้แนะว่าควรจะลดจำนวนลงเป็น 5% ซึ่งเท่ากับ 25 กรัมหรือ 6 ช้อนชาต่อวัน


เมื่อไม่นานมานี้ผมไปเที่ยวญี่ปุ่นทำให้ได้เห็นว่าคนญี่ปุ่นเขามีระเบียบวินัย มีการศึกษาดี มีรถใต้ดินมากมาย ดูแผนที่แล้วเป็นเหมือนตาข่ายอยู่ใต้เมือง คนญี่ปุ่นใช้รถใต้ดินกันแทบจะทั้งนั้น มีรถยนต์บนถนนน้อยมาก การใช้รถใต้ดินมันต้องมีการเดินจากบ้านไปสถานี แล้วจากสถานีเดินไปที่ทำงาน ตอนขากลับก็ทำกลับกันอย่างนั้นอีก ทำให้พลเมืองของเขามีโอกาสได้เดินออกกำลังกายกันมาก นอกจากนี้คนญี่ปุ่นคงจะกินหวานน้อยกว่าคนไทยเยอะ ที่ว่าอย่างนี้เพราะสังเกตจากการที่เขามีตู้ขายอาหารว่างวางขายเครื่องดื่มอยู่ทั่วไปมากมาย เคยหยอดเหรียญชื้อน้ำชาเขียว น้ำส้ม มาดื่มแล้วพบว่าน้ำหวานของเขามีความหวานน้อยมาก อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้เอง (เดินมาก กินหวานน้อย) จึงไม่ค่อยเห็นคนญี่ปุ่นที่อ้วน ๆ เลย คนญี่ปุ่นคงได้รับการสอนมาตั้งแต่ในโรงเรียนเรื่องการกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ จึงทำให้พ่อค้าผู้ผลิตน้ำหวานไม่สามารถผลิตน้ำหวานมากออกมาล่อหลอกมอมเมาให้คนเสพติดหวานตามแบบฉบับของพ่อค้าทั่วไปได้

เมืองไทยเราควรจะเริ่มทำแบบเขาบ้าง สสส. ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ ”ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้” กับกระทรวงศึกษาธิการบ้าง สอดแทรกการป้องกันโรคให้เด็กได้เรียนรู้ และควรเน้นให้จำให้ได้ ไม่ใช่ “ไม่ต้องจำ” ควรออกข้อสอบเพื่อเป็นแรงจูงใจในการเรียน ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ ผู้รู้เรื่องสุขภาพย่อมทำให้สุขภาพดีซึ่งหาซื้อไม่ได้