MIND & SPIRIT

โรคดึงผมตัวเอง

article : : นพ.ธรรมนาถ เจริญบุญ - จิตแพทย์

โรคดึงผมตัวเอง หรือในภาษาอังกฤษคือ trichotillomania หรือ hair-pulling disorder เป็นภาวะที่ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมถอนผม (หรือขน) ของตัวเองซ้ำ ๆ จนทำให้ผมแหว่งหรือล้านเป็นหย่อม ๆ โรคดึงผมปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับโรคย้ำคิดย้ำทำ (obsessive compulsive disorder) โรคนี้พบได้บ่อยพอสมควร ไม่ได้ถึงกับเป็นโรคแปลกประหลาดหรือหายากแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในประเทศไทย ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้มาพบแพทย์ ดังนั้นในบทความนี้จะเล่าให้ฟังว่าโรคนี้เป็นอย่างไรครับ

โรคดึงผมตัวเองพบได้ประมาณ 1-2% ในประชากรทั่วไป โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ และผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย สาเหตุของโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากการศึกษาด้านกรรมพันธุ์พบว่าคนที่มีญาติสายตรงเป็นโรคนี้หรือโรคย้ำคิดย้ำทำจะมีโอกาสป่วยสูงกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้จากการศึกษาการทำงานของสมองพบว่ามีการทำงานที่ผิดปกติบริเวณสมองส่วนหน้า โดยเฉพาะตำแหน่งของ basal ganglia นอกจากนี้ยังพบว่าอาการของโรคมักเกี่ยวข้องกับเรื่องของความเครียดอีกด้วย

ดึงเส้นผม อาการหลักของโรค

อาการหลักของโรคนี้ก็เป็นไปตามชื่อโรค นั่นคือ ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมการดึงผมตัวเองซ้ำๆ (หรืออาจจะเป็นขนก็ได้) โดยการดึงแต่ละครั้งมักทำไม่นาน ไม่ได้ดึงติดต่อกันเป็นชั่วโมง แต่ทำบ่อย ๆ เป็นพัก ๆ ไปเรื่อย ๆ ทั้งวัน ซึ่งผลของการดึงผมตัวเองนี้ทำให้เกิดผมแหว่งหายไปเป็นหย่อม ๆ ในรายที่อาการเป็นมากและทำมานาน บริเวณผมที่หายไปอาจจะใหญ่มากจนเหมือนหัวล้านได้

ลักษณะของการดึงผมของผู้ป่วยนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบคือ 1) ดึงโดยรู้ตัว ในกรณีนี้ผู้ป่วยจะรู้ตัวและจดจ่อกับการดึงผมตัวเอง โดยก่อนที่จะดึงอาจมีความเครียดหรือกังวลนำมาก่อน และเมื่อดึงแล้วก็จะรู้สึกผ่อนคลายหรือสบายใจ ในบางคนสิ่งกระตุ้นอาจเป็นความรู้สึกคัน หรือแปล๊บ ๆ บริเวณนั้น ทำให้อยากจะถอนผม ซึ่งเมื่อถอนแล้วก็รู้สึกดีขึ้น 2) ดึงโดยไม่รู้ตัว กรณีนี้การดึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เช่น ดูทีวีอยู่แล้วก็เผลอเอามือไปดึงออกเอง โดยส่วนใหญ่แล้วพบว่าผู้ป่วยมักจะมีพฤติกรรมการดึงทั้ง 2 แบบผสมกัน สำหรับตำแหน่งของการดึงที่พบได้บ่อยที่สุดก็คือการดึงผมนั่นเอง ส่วนการดึงขนบริเวณอื่นที่พบได้บ้าง ได้แก่ ขนคิ้ว ขนตา ขนที่แขนขา หรือขนบริเวณอวัยวะเพศ

โรคดึงผมนี้มักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจทำให้เกิดความเครียดหรือโรคซึมเศร้าตามมาได้ ผู้ป่วยมักต้องใช้วิธีต่าง ๆ เพื่อปิดบังผมที่แหว่ง เช่น ต้องรวบผมเพื่อให้บังบริเวณที่หายไป หรือในรายที่เป็นมากอาจต้องใส่วิกหรือใส่หมวกเวลาออกไปข้างนอก เป็นต้น

การวินิจฉัยโรคนี้ทำได้ไม่ยาก เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่รู้ตัวและยอมรับเองว่าผมที่แหว่งไปนั้นเกิดจากการดึงของตัวเอง ไม่ใช่เกิดจากผมร่วงเองแบบในโรคผมร่วง

มักเริ่มเป็นช่วงวัยรุ่น

อาการของโรคดึงผมตัวเองมักเริ่มเป็นในช่วงวัยรุ่น และเป็นเรื้อรังต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ หากไม่ได้รับการรักษา โดยอาการมักเป็น ๆ หาย ๆ เป็นพัก ๆ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความเครียด ความกังวล หรือในผู้หญิงอาการอาจเป็นเยอะขึ้นช่วงมีประจำเดือน เป็นต้น

เพราะไม่รู้จึงไม่มารักษา

ปัญหาสำคัญอย่างแรกสำหรับในบ้านเราน่าจะเป็นการที่ ผู้ป่วยไม่มารับการรักษา คาดว่าเกิดจากความไม่รู้ว่ามีโรคแบบนี้อยู่และสามารถรักษาได้ ผู้ป่วยที่มารักษาส่วนใหญ่มักไปพบกับแพทย์ทางด้านโรคผิวหนังมากกว่า จากนั้นจึงถูกส่งต่อมารักษากับจิตแพทย์อีกที ผู้ป่วยที่มาพบจิตแพทย์เองโดยตรงแต่แรกมีน้อยมาก

การรักษาโรคนี้ถือว่าได้ผลดีพอสมควร โดยพฤติกรรมการดึงผมส่วนใหญ่จะลดลง และทำให้รอยโรคกลับมาใกล้เคียงปกติได้
การรักษาด้วยยาพบว่ายาในกลุ่มยา selective serotinin reuptake inhibitor (SSRI) และ clomipramine (ซึ่งเป็นยากลุ่มเดียวกับที่ใช้รักษาโรคย้ำคิดย้ำทำ) สามารถช่วยให้อาการดึงผมลดลงได้ นอกจากนี้การรักษาด้วยการพฤติกรรมบำบัดพบว่าได้ผลดีเช่นกัน และการใช้ทั้ง 2 วิธีร่วมกันจะได้ผลดีที่สุด