ทุกข์ของแพทย์ ..... ทุกข์ของผู้ป่วย เมื่อแพทย์จำใจปฏิเสธการรักษา
Article :
 นพ. เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ (พ.บ., ประสาทศัลยศาสตร์, น.บ.)์

   
  “ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องกรณีศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกแพทย์
แพทย์บริสุทธิ์ ศาลกลับคำตัดสิน ให้ปล่อยตัวแพทย์”

      ผมพยายามมองหาพาดหัวข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หรือหัวข้อรายการของสื่อโทรทัศน์ ในลักษณะข้างบนมาตลอดหนึ่งเดือน แต่ไม่เคยได้ยิน ได้อ่าน ข้อความในทำนองดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งตรงกันข้ามกับเหตุการณ์เมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมาที่มีการเล่นข่าวว่า “ศาลตัดสิน แพทย์ชุ่ย ให้จำคุก ไม่รอลงอาญา” อะไรคือมาตรฐานของสื่อสารมวลชนไทยที่ควรจะมี ดังเช่นมาตรฐานของสำนักข่าว BBC ได้ให้มาตรฐานการรายงานข่าวไว้ว่า “Truth and Accuracy”


     เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว มีพาดหัวข่าวศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกแพทย์ท่านหนึ่งให้มีความผิดฐานกระทำการโดยประมาท จากการบล็อกหลังเพื่อการผ่าตัดไส้ติ่งแล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ข่าวนี้เป็น Hot topic สำหรับวงการแพทย์ถึงขนาดมีการวิวาทะระบายอารมณ์ถึงเหตุผลของคำตัดสิน โดยศาลชั้นต้นให้เหตุผลว่าแพทย์มีความผิดฐานประมาทเพราะทำการบล็อกหลังโดยให้ยาชาเกินขนาด และแพทย์ท่านนั้นมิใช่วิสัญญีแพทย์จึงไม่ควรทำหัตถการดังกล่าว แต่ควรทำการส่งต่อผู้ป่วยไปรับการผ่าตัดที่อื่น ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้หนึ่งปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลชุมชนในต่างจังหวัดเกือบทั้งหมดหยุดการผ่าตัดให้กับผู้ป่วย และทำการส่งต่อผู้ป่วยที่จำเป็นต้องผ่าตัดไปยังโรงพยาบาลอื่นที่มีแพทย์เฉพาะทางซึ่งหาได้ยากมากในต่างจังหวัด ทั้งๆ ที่หัตถการหลายอย่างนั้น แพทย์ทุกคนที่จบจากโรงเรียนแพทย์ตามมาตรฐานของแพทยสภาถือว่ามีคุณสมบัติที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดคลอดเด็ก ผ่าตัดไส้ติ่ง รวมทั้งการดมยาสลบหรือการบล็อกหลัง ไม่มีตำราแพทย์เล่มใดที่บอกห้ามการทำหัตถการดังกล่าวสำหรับแพทย์ทั่วไป กระนั้นครูแพทย์ก็ยังพร่ำสอนลูกศิษย์ให้รักษาผู้ป่วยอย่างเต็มความสามารถตามที่ร่ำเรียนมาต่อไป อีกทั้งยังยืนยันว่ากรณีที่เกิดขึ้นนี้การให้ยาดังกล่าวมิได้เกินขนาด

      แต่แพทย์ที่อยู่ในต่างจังหวัดไม่มีใครอยากเสี่ยงต่อการต้องคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว หากเกิดกรณีฟ้องร้องขึ้นอีก ด้วยตระหนักว่าคนที่จะมาตัดสินพวกเขา ว่าผิดหรือถูกนั้นมิใช่แพทยสภา ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในวิชาการแพทย์อย่างแท้จริง แต่เป็นศาลที่มีอำนาจตัดสินผิดถูกเรื่องการรักษาพยาบาลและสามารถลงโทษทางอาญาได้ หากไม่เห็นด้วยกับการรักษาพยาบาล

      จากกรณีข้างต้นเวลาผ่านไปหนึ่งปี ในที่สุดคำตัดสินที่วงการแพทย์รอคอยมาอย่างยาวนานคือ คำตัดสินของศาลอุทธรณ์ที่กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลว่าเหตุการณ์ที่ผู้ป่วยเสียชีวิตนั้นมิได้เกิดจากการให้ยาเกินขนาด (โดยศาลเชื่อถือคำให้การของประธานราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์ประกอบกับตำราการแพทย์ มากกว่าคำให้การพยานโจทก์ที่เป็นแพทย์เสริมสวย อีกทั้งในคำพิพากษายังกล่าวด้วยว่าความตายของผู้ป่วยเป็นเหตุสุดวิสัย ที่มิอาจคาดหมายล่วงหน้าได้ จึงมิใช่ความผิดของแพทย์ผู้ให้การรักษา ซึ่งได้ให้การรักษาที่เหมาะสมภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ ประกอบกับภาวะวิสัยและภาวะแวดล้อมแล้ว แต่ผลของคำตัดสินโดยศาลชั้นต้นก็เปรียบเสมือนคลื่นลูกใหญ่ที่แม้จะพัดเข้าหาฝั่งและสลายตัวไปแล้ว ก็ยังคงทิ้งร่องรอยและยังก่อความเสียหายและความเปลี่ยนแปลงต่อระบบสาธารณสุขของไทยในอนาคตตามมา


ความจริงที่น่าเจ็บปวดของระบบสาธารณสุขไทย : มุมมืดที่คนนอกต้องทราบ

     ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยแม้ว่าจะได้รับการยอมรับจากต่างชาติ จนถึงขนาดที่มีผู้ป่วยจำนวนมากบินข้ามน้ำข้ามทะเลจากหลายๆ ประเทศมารักษา แต่ในทุกวันนี้มีความจริงหลายอย่างที่คนทั่วไปที่มิได้อยู่ในวงการแพทย์อาจไม่ทราบหรือไม่ตระหนักถึง ดังนี้


      แพทย์จำนวนมากเริ่มหลีกเลี่ยงการรักษาหรือหัตถการที่มีความยากและมีความเสี่ยงอย่างสูงที่จะเกิดผลข้างเคียงจากการรักษา เช่น การผ่าตัดหัวใจที่ซับซ้อนกินเวลานานและต้องหยุดการเต้นของหัวใจ การผ่าตัดช่องท้องที่มีความยากบางอย่างเช่น การผ่าตัดตับ การผ่าตัดเนื้องอกที่อาจไปกระทบอวัยวะอื่นและส่งผลให้เกิดความพิการตามมาได้ เป็นต้น เมื่อไม่นานมานี้ ผมถูกตามตัวผ่าตัดไป 2-3 ราย จากเหตุการณ์ที่หาแพทย์เฉพาะทางระบบประสาทไปผ่าตัดให้ผู้ป่วยไม่ได้ ทั้งๆ ที่สถานพยาบาลแห่งนั้นก็มีแพทย์เฉพาะทางพร้อมเครื่องมือผ่าตัดอยู่แล้ว แต่เนื่องจากความเสี่ยงและความยากลำบากของการผ่าตัด ทำให้แพทย์ไม่กล้าผ่าตัดเพราะกลัวการถูกฟ้องหากเกิดผลข้างเคียงขึ้น ส่วนอีกรายเกิดจากแพทย์ไม่อยู่ในสภาพที่จะผ่าตัดให้ได้เพราะสภาพร่างกายไม่ไหวเนื่องจากงานล้นมือ !!


      บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งรวมทั้งพยาบาล จำนวนมาก หยุดการประกอบวิชาชีพในสายงานที่ตนร่ำเรียนมาและหันไปทำงานด้านบริหารในสายวิชาชีพของตน หรืออาจมีการเปลี่ยนอาชีพเป็นสายงานด้านอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานสาธารณสุข เช่น นักการเมือง นักธุรกิจ ขายประกัน ขายอาหารเสริม ขายตรง เป็นต้น คนนอกวิชาชีพอาจจะฟังดูแล้วไม่น่าเชื่อ แต่ในความเป็นจริงหลายท่านทราบดีว่ามีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และการที่บริษัทเหล่านี้ได้แพทย์มาทำงานขายตรง นับเป็นหน้าเป็นตาที่จะทำให้ภาพพจน์และตัวสินค้าของบริษัทมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น นับเป็นความสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่าต่อมวลมนุษยชาติอย่างยิ่ง ซึ่งเบ็ดเสร็จแล้วขณะนี้แพทย์ทีเปลี่ยนอาชีพน่าจะมีมากถึง 3,000 คน โดยประมาณ!!!!


      บุคลากรทางการแพทย์เริ่มทำประกันวิชาชีพ (กรณีถูกฟ้องร้อง) ตามอย่างประเทศตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ แต่พิสูจน์แล้วว่านอกจากจะไม่ได้ช่วยลดการฟ้องร้องแล้ว ยังทำให้การฟ้องร้องเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญ บริษัทประกันจะไม่ยอมให้แพทย์รับผิดได้ง่ายๆ เพราะนั่นหมายถึงบริษัทต้องมารับผิดชอบการจ่ายสินไหมทดแทน ดังนั้นบริษัทจะเลือกวิธีการสู้คดีมากกว่าการยอมความ


      โรงพยาบาลในต่างจังหวัดโดยเฉพาะในชนบท ปัจจุบันหยุดการผ่าตัดลงเกือบสิ้นเชิง และเลือกที่จะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลอื่น (ซึ่งก็หาที่เต็มใจรับยากเต็มที) ทั้งๆ ที่มีขีดความสามารถรักษาได้ เช่น การผ่าตัดไส้ติ่ง การผ่าตัดคลอด แต่ผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้แพทย์ชนบทท่านหนึ่งติดคุกเพราะการไปช่วยผู้อื่นทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่เวร ก่อให้เกิดความตระหนกกับแพทย์ในชนบท แม้ว่าศาลอุทธรณ์จะกลับคำพิพากษา แต่ไม่มีใครอยากเป็นหนูทดลองให้กับระบบเป็นรายที่สอง ดังนั้นทุกขณะที่ท่านอ่านบทความนี้อยู่ เชื่อแน่ว่ามีผู้ป่วยจำนวนมากต้องพิการหรือเสียชีวิตเพราะได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที เพราะแพทย์เลือกที่จะส่งต่อให้ไปตายเอาดาบหน้าในโรงพยาบาลอื่น

      แพทย์ยุคใหม่นิยมเรียนสาขาที่มีรายได้ดี งานเบา เช่น ผิวหนัง ศัลยกรรมตกแต่ง อายุรศาสตร์ชะลอวัย (anti-aging medicine) ลดความอ้วน ดูดไขมัน ทั้งนี้เพราะโอกาสถูกฟ้องร้องน้อยกว่า รายได้ดีกว่า (มาก ๆๆๆๆ) หรือแม้จะถูกฟ้องก็มีทุนรอนสู้คดีจากรายได้ที่มาก ได้หลับนอนเป็นเวลาแบบ office time ไม่ถูกตามตัวด่วนฉุกเฉินกลางคืน เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องน้อยกว่าแพทย์ด้านศัลยกรรม สูติกรรม อายุรกรรม หรือกุมารเวชศาสตร์ ทั้งๆ ที่ศาสตร์ทั้ง 4 นี้ถือเป็นศาสตร์ที่จำเป็นต่อสังคมอย่างมาก

     
ในอนาคต ผู้ป่วยไทยอาจต้องยอมรับชะตากรรมที่จะหาแพทย์เก่งๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่ต้องการทักษะ เช่น ศัลยกรรมได้ยาก เหตุเพราะแพทย์รุ่นหลังๆ ขาดการฝึกฝน อบรม และเรียนรู้ การทำผ่าตัดยากๆ เพราะเลี่ยงการผ่าตัดที่ยากเพื่อเลี่ยงการดถูกฟ้องร้อง ดังนั้นคนไทยที่มีฐานะก็ต้องเตรียมตัวมองหาแพทย์เก่งๆ ในต่างประเทศ ที่ใกล้หน่อยคือ ประเทศจีน หรืออาจต้องไปไกลถึงยุโรป ส่วนที่มีฐานะไม่ดีก็จะต้องยอมรับสภาพความจริงที่เห็นชัดในอนาคต ซึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลคือรุ่นลูก หรือรุ่นเราที่แก่ตัวลงในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

      ห้องผ่าตัดจำนวนมากเปิดให้บริการไม่เต็มความสามารถ เกือบ 100% ของทุกโรงพยาบาลจะมีห้องผ่าตัดที่ปล่อยว่างไว้โดยไม่สามารถใช้งานได้ เพราะขาดบุคลากรโดยเฉพาะพยาบาลประจำห้องผ่าตัด ซึ่งลาออกหรือขอย้ายงานไปด้านอื่นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า นับเป็นความสูญเปล่าของงบประมาณและยังส่งผลให้เราต้องสูญเสียชีวิตผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับการผ่าตัดไปเป็นจำนวนมาก

      แพทย์หลีกเลี่ยงการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มิใช่หน้าที่ของตนโดยตรง แม้จะได้ยินเสียงเรียกตามสาย ซึ่งเดิมเป็นระบบเอื้ออาทร หากใครได้ยินเสียงเรียก Code ฉุกเฉิน ทุกคนจะเต็มใจรีบไปช่วยโดยไม่สนว่าใช่หน้าที่หรือไม่ แต่ในปัจจุบันน้ำใจเหล่านี้ลดลงเป็นอันมาก เหตุเพราะกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นกรณีที่เสี่ยงต่อความผิดพลาดจากการรักษาพยาบาลมากที่สุด นั่นหมายถึงเสี่ยงกับการติดคุกติดตาราง หากผลการรักษาไม่เป็นที่พอใจของญาติหรือญาติไม่เข้าใจขั้นตอนการรักษาที่แพทย์ไม่มีเวลาอธิบาย ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกตัดสินผิดถูกด้วยการนำเสนอข่าวทันทีารติดคุกติดตาราง หากญาติไม่ยอ

      ด้วยความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับระบบสาธารณสุขดังนี้ทำให้กลุ่มแพทย์เองต่างก็ไม่อยากสนับสนุนให้ลูกๆ ของตนเรียนแพทย์ เพราะนอกจากงานหนัก เสี่ยงต่อการติดเชื้อ แล้วยังเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน จึงทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอนาคตชาติไทยจะยิ่งขาดแคลนแพทย์ขนาดไหน

สัดส่วนแพทย์ต่อประชากร : เตี้ยอุ้มค่อม

      ข่าวจากหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ (ปีที่ 28 ฉบับที่ 1462 คอลัมน์ “จากญี่ปุ่น” โดย นกุล ว่องฐิติวงศ์”) มีการรายงานถึงสถานการณ์ขาดแคลนแพทย์ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีความพร้อมในระบบสาธารณสุขมากกว่าประเทศไทยหลายเท่า ในหลายมุมมองทั้งเทคโนโลยี กำลัง และส่วนใหญ่ของผู้ป่วยก็ได้รับการคุ้มครองภายใต้ระบบประกันสุขภาพที่เรียกได้ว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อันเนื่องมาจากฐานะการคลังและความสามารถในการจัดเก็บภาษีของรัฐ แต่กลับมีข่าวที่ทำให้รัฐบาลสะเทือนคือ สตรีอายุ 89 ปี มีอาการท้องเสียและอาเจียนรุนแรงแต่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเศษในการติดต่อหาโรงพยาบาลเพื่อรับตัว แต่ไม่มีที่ใดรับเพราะเตียงเต็ม หรือไม่มีแพทย์เวร จนที่สุดผู้ป่วยช็อกและเสียชีวิต อีกกรณีเป็นสตรีอายุ 38 ปี ปวดท้องขณะอายุครรภ์ 8 เดือนและต้องตระเวนอยู่บนรถพยาบาลเพื่อหาโรงพยาบาล 9 แห่ง ซึ่งปฏิเสธการรับผู้ป่วยและที่สุดเด็กก็คลอดบนรถและเสียชีวิตไป ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดอยู่เพียงระยะเวลาขับรถ 3 นาที แต่กลับต้องกระเตงบนรถถึง 70 กิโลเมตร ข่าวสะเทือนใจนี้ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องประกาศเป็นวาระฉุกเฉินในการแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ และมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเปิดให้คนต่างชาติเข้ามาทำงานในระบบ โดยเริ่มจากสายงานพยาบาลก่อน รวมทั้งแก้ปัญหาโดยการเพิ่มค่าตอบแทนให้แพทย์ที่ทำงานนอกเวลา ซึ่งก็ยังถือว่าน้อยนิดเมื่อเทียบกับภาระอันหนักยิ่ง (ผู้เขียนคอลัมน์ ยังได้ออกความเห็นส่วนตัวว่า “ขนาดในญี่ปุ่นซึ่งมีระบบประกันสุขภาพที่ดีที่สุดจนหลายๆ ประเทศถือเป็นแบบอย่าง .... เมื่อเปรียบเทียบกับปัญหาด้านการสาธารณสุขที่คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศกำลังเผชิญอยู่แล้วละก็ แทบคิดไม่ออกเลยว่าปัญหาและทางแก้มันอยู่ที่ตรงไหน”
      สัดส่วนแพทย์ในประเทศญี่ปุ่น พบว่ามีแพทย์ 260,000 คน หรือแพทย์ 1 คนต่อคนไข้ 500 คน ส่วนฟิลิปปินส์มีแพทย์ 44,000 คน หรือแพทย์ 1 คนต่อคนไข้ 1,700 คน ขณะที่สหรัฐอเมริกามีแพทย์ 730,000 คน หรือแพทย์ 1 คนต่อคนไข้ 390 คน (มาตรฐานองค์การอนามัยโลกกำหนดให้แพทย์ 1 คนต่อคนไข้ 250 คน) กลับมามองที่ประเทศไทยพบว่าสัดส่วนของแพทย์อยู่ที่ 1 คนต่อคนไข้ 350,000 คน !!! (จำนวนแพทย์ไทยทั้งหมดที่ยังประกอบวิชาชีพให้การรักษาผู้ป่วย อยู่ที่ประมาณ 19,500 คน) โดยแพทย์ชุมชนทำงานสัปดาห์ละ 120 ชั่วโมง (คนทำงานออฟฟิศ ทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง !!!) เฉลี่ยตรวจคนไข้นอกวันละ 200 คน !!!! มีเวลาให้ผู้ป่วยต่อรายไม่เกิน 1-2 นาที หากนำแพทย์ที่หันไปทำงานบริหารหรือประกอบวิชาชีพอื่นประมาณ 3,000 คน ดังกล่าวให้หันกลับมาประกอบวิชาชีพได้ เชื่อได้ว่าคงช่วยชีวิตคนได้อีกมากมายมหาศาล

          ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ มีการทำสารคดีสั้นทางThai PBS กล่าวถึงปัญหาการขาดแคลนแพทย์ อันเนื่องมาจากงานหนัก เงินน้อย และเสี่ยงกับการถูกฟ้องร้อง ผู้ดำเนินรายการได้ไปสัมภาษณ์แพทย์ที่ปฏิบัติงานในชนบทถึงปัญหาและแนวทางแก้ปัญหา และได้ข้อมูลว่า “แพทย์ต้องการให้รัฐบาลเพิ่มแรงจูงใจ ให้แพทย์ไม่ต้องการย้ายออก และสร้างมาตรการคุ้มครองการทำงานของแพทย์และพยาบาลให้เหมาะสม การดูถูกดูหมิ่นจากผู้ป่วยหรือญาต ิโดยไม่มีเหตุอันควรต้องลดลง การปรับเวลาการทำงานของบุคลากรให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มคุณภาพการรักษาและลดภาระงานที่ไม่จำเป็นออกไป” ซึ่งเป็นมาตรการเชิงบวก แทนที่จะเป็นมาตรการเชิงลบ เช่น การเพิ่มค่าปรับ หรือบังคับให้ทำงานโดยอ้างความเสียสละเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญและน่าตกใจเป็นอย่างมากคือ แพทย์ยังให้ข้อมูลว่านอกจากตัวเขาเองแล้ว แพทย์ท่านอื่นอีกหลายคนก็หยุดการผ่าตัดที่เดิมเคยทำมาก่อน แต่ได้หยุดไปหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุกแพทย์ท่านหนึ่งด้วยเหตุจากการปฏิบัติงาน (ทั้งๆ ที่เป็นการอาสาช่วยทำงานนอกเวรที่ตนรับผิดชอบ) แต่ยังคงทำผ่าตัดให้ผู้ป่วยที่เป็นชาวต่างชาติ เช่น ลาว เขมร เป็นต้น โดยให้เหตุผลว่าคนไข้ต่างชาติเหล่านี้มีแต่จะขอบคุณไม่ว่าผลการรักษาจะเป็นเช่นไร และยังเข้าใจดีถึงข้อจำกัดในการรักษาพยาบาลมากกว่าคนไทย และที่สำคัญคือไม่ต้องกังวลกับการฟ้องร้อง เหมือนกับการรักษาคนไทย ซึ่งไม่ทราบว่าผู้บริหารในรัฐบาลจะทราบหรือไม่ถึงข้อมูลที่ทั้งน่าตกใจและน่าสังเวชแทนคนไทยที่เป็นเจ้าของแผ่นดินและเป็นผู้เสียภาษี แต่กลับไม่ได้รับการรักษาจากแพทย์ไทยเพราะปัญหาแพทย์หวาดวิตกการถูกฟ้องร้อง ตกเป็นจำเลยและอาจติดคุกได้ ไม่มีใครต้องการจะโดนต้องคำพิพากษาเป็นรายต่อๆ ไป
          หวังว่าการแก้ปัญหาเป็นรูปธรรมคงมีออกมาจากรัฐบาลเป็นวาระแห่งชาติมากกว่าเป็นเพียงนโยบายหรือคำพูดสวยหรูที่ได้ยินจนชาชิน ถึงเวลาต้องจริงจังกับการแก้ปัญหาแล้วครับ ก่อนที่คนไทยจะไม่มีใครรักษา !





For comments and suggestions about this site, contact the Webmaster
Copyright©2012 TIMS (Thailand) Ltd., All rights reserved.